ยกระดับโครงการ Solar บนพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ไม่ราบเรียบ ด้วยระบบ Cable Mounting แบบมืออาชีพ

by Nukrob

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ลาดชันหรือภูเขาไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยุ่งยากหรือใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไปครับ คำตอบที่ผมค้นพบจากประสบการณ์ตรงคือการใช้ระบบ “Cable Mounting” ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดเรื่องการปรับหน้าดิน ประหยัดต้นทุนโครงสร้างเหล็ก และเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าใช้งานยากให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่คุ้มค่าและยั่งยืนได้อย่างมืออาชีพ

ในบทความนี้ ผมตั้งใจแบ่งปันบทเรียนที่กลั่นกรองจากหน้างานจริงเพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ได้ทันที โดยเราจะเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจความต่างของระบบสายเคเบิลกับโครงสร้างทั่วไป ข้อดีในแง่การลดต้นทุนและการรักษาสภาพแวดล้อม ไปจนถึงเทคนิคการเลือกวัสดุและข้อควรระวังสำคัญในการติดตั้ง เพื่อให้โครงการของคุณประสบความสำเร็จด้วยมาตรฐานทางวิศวกรรมสูงสุด

สารบัญเนื้อหา

สรุปประเด็นสำคัญจาก GMS SOLAR

  • การเปลี่ยนพื้นที่ลาดชันและภูเขาที่เคยถูกทิ้งร้างให้เป็นแหล่งพลังงานสะอาด ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการปรับหน้าดิน
  • นวัตกรรมระบบยึดโยงด้วยสายเคเบิล (Cable Mounting) มีความยืดหยุ่นสูงและใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่พึ่งพารากฐานหนัก ซึ่งช่วยลดการกัดเซาะและรักษาระบบนิเวศ
  • เทคโนโลยีการกระจายน้ำหนักและวัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศรุนแรง ช่วยให้โครงสร้างมีความมั่นคงสูงสุด ติดตั้งได้รวดเร็ว และรบกวนหน้าดินน้อยที่สุด
  • สร้างความคุ้มค่าในระยะยาวด้วยการลดต้นทุนการก่อสร้าง ทำให้คืนทุนได้รวดเร็วขึ้น พร้อมให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่สม่ำเสมอตลอดอายุการใช้งาน

เปลี่ยนพื้นที่ลาดชันให้เป็นขุมพลังงานสะอาด

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ลาดชันหรือภูเขาทำได้จริงด้วยระบบ Cable Mounting ซึ่งช่วยลดภาระการปรับหน้าดิน (Land Leveling) ที่มีค่าใช้จ่ายสูงและทำลายสภาพแวดล้อม ระบบนี้ใช้ลวดสลิงแรงดึงสูงยึดแผงโซลาร์ข้ามผ่านพื้นที่ต่างระดับ ทำให้พื้นที่ที่เคยมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานที่คุ้มค่าและสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ความยืดหยุ่นของพื้นที่ต่ำ ไม่เหมาะกับพื้นที่ต่างระดับสูงสูง สามารถข้ามผ่านพื้นที่ลาดชันหรือบ่อน้ำได้
การใช้ทรัพยากรใช้เสาเข็มและเหล็กโครงสร้างจำนวนมากใช้เสาน้อยลง ลดปริมาณวัสดุที่หน้างาน
ความเร็วในการติดตั้งช้า เนื่องจากต้องจัดการฐานรากทุกจุดรวดเร็ว ติดตั้งเสาหลักแล้วขึงสายเคเบิล

ปลดล็อกข้อจำกัดพื้นที่ภูเขาที่เคยถูกทิ้งร้าง

พื้นที่ลาดชันมักถูกมองข้ามเพราะการติดตั้งโครงสร้างเหล็กแบบเดิมมีข้อจำกัดด้านความมั่นคงและต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับพื้นที่ แต่เทคโนโลยี Cable Mounting เปลี่ยนวิธีคิดนี้โดยการใช้เสาหลักยึดหัว-ท้ายและขึงสายเคเบิลเพื่อรองรับแผงโซลาร์ ช่วยให้ระบบข้ามผ่านหลุม บ่อ หรือความลาดชันได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสภาพผิวหน้าดินเดิม

จากการร่วมงานกับทีม EPC ในโครงการ Solar Farm หลายแห่งในประเทศไทย พบว่าการวิเคราะห์แรงลมและสภาพดินล่วงหน้าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะพื้นที่แต่ละแห่งมีแรงลมปะทะและประเภทดินที่ไม่เหมือนกัน การเลือกใช้โซลูชันที่ผสานเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Arctech เข้ากับการคำนวณทางวิศวกรรมที่เหมาะสมกับหน้างานจริง จะช่วยให้ระบบคงทนต่อลมมรสุมและใช้งานได้ยาวนานโดยไม่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้าง

เปลี่ยนอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

การเปลี่ยน “พื้นที่ด้อยค่า” ให้เป็น “สินทรัพย์” เริ่มต้นจากการลดค่าใช้จ่ายแฝงในการก่อสร้าง ระบบ Cable Mounting ช่วยประหยัดจำนวนเสาเข็มและลดปริมาณเหล็กที่ใช้ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (LCOE) ต่ำลงในระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบกับระบบดั้งเดิมบนพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ การเปลี่ยนอุปสรรคเหล่านี้เป็นโอกาสช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด

หัวข้อเปรียบเทียบระบบโครงสร้างเหล็กแบบเดิมระบบ Cable Mounting (GMS SOLAR)
การเตรียมหน้าดินต้องปรับหน้าดินให้ราบเรียบ (ราคาสูง)ติดตั้งตามสภาพพื้นที่เดิมได้ทันที
ความยืดหยุ่นของพื้นที่ต่ำ ไม่เหมาะกับพื้นที่ต่างระดับสูงสูง สามารถข้ามผ่านพื้นที่ลาดชันหรือบ่อน้ำได้
การใช้ทรัพยากรใช้เสาเข็มและเหล็กโครงสร้างจำนวนมากใช้เสาน้อยลง ลดปริมาณวัสดุที่หน้างาน
ความเร็วในการติดตั้งช้า เนื่องจากต้องจัดการฐานรากทุกจุดรวดเร็ว ติดตั้งเสาหลักแล้วขึงสายเคเบิล

การเลือกใช้โครงสร้างที่เหมาะสมไม่เพียงแค่ช่วยให้โครงการเสร็จตามกำหนด แต่ยังส่งผลถึงค่าบำรุงรักษาที่ต่ำลงเนื่องจากระบบมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพดิน การนำระบบนี้มาใช้จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่วิศวกรรมและการบริหารต้นทุนโครงการ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจถึงขีดจำกัดของโครงสร้างแบบเดิมบนพื้นที่ไม่ราบเรียบเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเริ่มออกแบบระบบเสมอ

ขีดจำกัดของโครงสร้างแบบเดิมบนพื้นที่ไม่ราบเรียบ

การใช้โครงสร้างรองรับแผงโซลาร์เซลล์แบบคงที่ (Fixed-tilt) หรือระบบหมุนตามแสง (Tracker) ทั่วไปบนพื้นที่ลาดชันหรือภูเขา มักเผชิญกับข้อจำกัดด้านวิศวกรรมที่ทำให้งบประมาณบานปลายและเสี่ยงต่อความเสียหายระยะยาว เนื่องจากการออกแบบโครงสร้างเหล็กรูปแบบเดิมถูกพัฒนามาเพื่อใช้งานบนพื้นราบเป็นหลัก เมื่อนำมาติดตั้งบนพื้นที่ที่มีความต่างระดับสูง จึงเกิดปัญหาเชิงโครงสร้างและต้นทุนแฝงที่ควบคุมได้ยาก

ต้นทุนการปรับหน้าดินที่สูงจนไม่คุ้มค่าการลงทุน

การปรับหน้าดิน (Land Leveling) เพื่อสร้างพื้นที่ราบสำหรับติดตั้งโครงสร้างแบบเดิม มักกินงบประมาณสูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการโดยที่ยังไม่ได้เริ่มติดตั้งแผงแม้แต่แผ่นเดียว จากประสบการณ์ที่ GMS SOLAR เข้าไปวิเคราะห์พื้นที่หน้างานจริง เราพบว่าการขุดและถมดิน (Cut and Fill) ในพื้นที่ภูเขาไม่เพียงแต่เพิ่มค่าแรงเครื่องจักร แต่ยังรวมถึงค่าจัดการระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันดินสไลด์ ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ระยะเวลาคืนทุน (ROI) ยืดออกไปจนอาจไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ

รายการต้นทุนโครงสร้างแบบเดิม (ต้องปรับดิน)โครงสร้างที่ปรับตามพื้นที่ (ไม่ต้องปรับดิน)
ค่าเครื่องจักรหนักและงานดินสูงมากต่ำ – ไม่มีการปรับดิน
การจัดการระบบระบายน้ำซับซ้อนและราคาสูงใช้ทางน้ำธรรมชาติได้
ระยะเวลาเตรียมหน้างานนาน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)รวดเร็ว

ตารางเปรียบเทียบผลกระทบด้านต้นทุนระหว่างการปรับหน้าดินกับการใช้โครงสร้างที่ปรับตามพื้นที่:

ความเสี่ยงด้านโครงสร้างเมื่อติดตั้งบนพื้นผิวที่ซับซ้อน

พื้นที่ลาดชันทำให้การกระจายแรงลมและน้ำหนักบนโครงสร้างเหล็กแบบเดิมไม่สมดุล ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการทรุดตัวหรือโครงสร้างบิดเบี้ยว การตอกเสาเข็มบนสภาพดินที่แตกต่างกันในจุดเดียว (Differential Settlement) เป็นความท้าทายที่โครงสร้างทั่วไปรับมือได้ยาก หากคำนวณแรงต้านทานดินผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่ความเสียหายของแผง Solar PV ในระยะยาวเมื่อเผชิญกับลมมรสุม

ปัญหาการกัดเซาะหน้าดินและการทำลายระบบนิเวศ

การเปิดหน้าดินเพื่อติดตั้งโครงสร้างแบบเดิมทำลายพืชคลุมดิน ซึ่งเป็นปราการธรรมชาติป้องกันการกัดเซาะ เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะชะล้างหน้าดินจนเกิดร่องลึกรอบฐานเสาเข็ม ส่งผลต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและอาจนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ทีมวิศวกรของ GMS SOLAR มักให้คำปรึกษาโดยเน้นการรักษาหน้าดินเดิมให้มากที่สุด เพราะการซ่อมแซมระบบนิเวศภายหลังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเลือกเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อลดการรบกวนหน้าดินตั้งแต่ต้น

  • ความเสี่ยงต่อฐานราก: การกัดเซาะรอบโคนเสาทำให้โครงสร้างสูญเสียความมั่นคง
  • ภาระการบำรุงรักษา: ต้องคอยเติมดินและจัดการวัชพืชในพื้นที่ที่หน้าดินเสียไป
  • ผลกระทบต่อชุมชน: การเปลี่ยนทางน้ำธรรมชาติอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ

การก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านี้จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “ปรับโลกให้เข้ากับโครงสร้าง” มาเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ “ปรับโครงสร้างให้เข้ากับโลก” เพื่อลดผลกระทบและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมระบบยึดโยงด้วยสายเคเบิลประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อพื้นที่ท้าทายเหล่านี้โดยเฉพาะ

นวัตกรรมระบบยึดโยงด้วยสายเคเบิลประสิทธิภาพสูง

ระบบ Cable Mounting คือคำตอบสำหรับการเปลี่ยนพื้นที่ “ติดตั้งยาก” ให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานที่คุ้มค่า ด้วยการเปลี่ยนจากการใช้โครงสร้างเหล็กค้ำยันแบบเดิม มาเป็นการใช้สายสลิงเหล็กกล้าแรงดึงสูง (High-Tensile Steel) ทำหน้าที่รับน้ำหนักแผงโซลาร์เซลล์แทน การออกแบบนี้ช่วยให้สามารถข้ามผ่านอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ เช่น บ่อน้ำ พื้นที่ต่างระดับ หรือร่องเขา ได้โดยไม่ต้องปรับหน้าดินให้ราบเรียบ ช่วยลดงบประมาณในส่วนของการเตรียมพื้นที่ (Land Preparation) และรักษาหน้าดินเดิมไว้ได้มากที่สุด

พลิกแพลงการติดตั้งด้วยความยืดหยุ่นของระบบแรงดึง

หัวใจสำคัญของระบบแรงดึงคือความสามารถในการปรับตัวตามสภาพหน้างานจริง (Site Adaptability) โดยไม่จำเป็นต้องวางผังตามระนาบเส้นตรงเสมอไป การใช้สายเคเบิลช่วยให้วิศวกรออกแบบการวางแผงข้ามสิ่งกีดขวางที่มีความกว้างได้ถึง 30 -45  เมตรต่อช่วงเสา  เนื่องจากต้นทุนการติดตั้งฐานรากเสา ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงสร้างแบบ Fixed-tilt ทั่วไปทำได้ยากและมีต้นทุนสูงกว่ามาก

  • Long Span Performance: ข้ามพื้นที่บ่อน้ำหรือทางระบายน้ำได้โดยไม่ต้องปักเสาลงในน้ำ ลดความเสี่ยงเรื่องการกัดเซาะและสนิม
  • Slope Tolerance 60 องศา: รองรับการติดตั้งในพื้นที่ลาดชันหรือภูเขาได้ดีกว่า เพราะระบบสามารถปรับความตึงเพื่อรักษาระดับแผงให้คงที่แม้ฐานรากจะอยู่ในระดับที่ต่างกัน
  • Wind Load Distribution: การกระจายแรงลมผ่านสายเคเบิลช่วยลดการสะสมของแรงปะทะที่จุดใดจุดหนึ่ง ทำให้ระบบมีความเสถียรสูงเมื่อเผชิญกับลมมรสุมในพื้นที่เปิดโล่ง

การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่พึ่งพารากฐานหนัก

การลดจำนวนจุดยึดเกาะลงช่วยให้โครงการสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใต้แผงโซลาร์เซลล์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรกรรมควบคู่ (Agrivoltaics) หรือการปล่อยให้เป็นทางระบายน้ำตามธรรมชาติ จากประสบการณ์ของ GMS SOLAR ในการสนับสนุนโครงการ Utility Scale ในพื้นที่ดินอ่อนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เราพบว่าการใช้ระบบเคเบิลช่วยลดการใช้เสาเข็มและคอนกรีตลงได้กว่า 70% เมื่อเทียบกับระบบดั้งเดิม ซึ่งไม่เพียงแต่ลดต้นทุนวัสดุ แต่ยังช่วยลดระยะเวลาการทำงานของเครื่องจักรหนักในหน้างานอีกด้วย

หัวข้อเปรียบเทียบระบบโครงสร้างเหล็กทั่วไป (Fixed-tilt)ระบบยึดโยงด้วยสายเคเบิล (Cable Mounting)
จำนวนจุดลงเสาเข็มจำนวนมาก (ทุกๆ 3-5 เมตร)น้อยมาก (เฉพาะจุดยึดหลักหัว-ท้าย)
การเตรียมหน้าดินต้องปรับพื้นที่ให้ราบเรียบติดตั้งตามสภาพพื้นที่เดิมได้เกือบทั้งหมด
การใช้งานพื้นที่ใต้แผงจำกัด (มีเสากีดขวางจำนวนมาก)อิสระ (พื้นที่โล่งกว้างใต้แผง)
ความเหมาะสมกับดินอ่อนมีความเสี่ยงเรื่องการทรุดตัวไม่เท่ากันกระจายน้ำหนักได้ดีกว่า ลดภาระของฐานราก

ในฐานะที่ปรึกษาทางเทคนิค เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์แรงดึงและจุดยึดเกาะ (Anchor System) อย่างแม่นยำเพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะคงความเสถียรตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี ซึ่งความทนทานเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ความแข็งแรงของสายสลิงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลไกการทำงานที่ซับซ้อนและการเลือกใช้วัสดุที่ทนต่อการกัดเซาะในระยะยาว

กลไกการทำงานและความทนทานของระบบ Cable Mounting

ระบบ Cable Mounting ทำงานด้วยหลักการกระจายแรงดึงผ่านสายเคเบิลเหล็กกล้าแรงดึงสูง (High-tensile Steel) เพื่อพยุงแผงโซลาร์เซลล์ให้ลอยตัวเหนือพื้นผิวที่มีความต่างระดับ ช่วยลดการใช้โครงสร้างเหล็กหนักและเสาเข็มลงได้มากกว่า 60% เมื่อเทียบกับระบบ Fixed-tilt ปกติ ทำให้สามารถติดตั้งบนพื้นที่ภูเขา บ่อน้ำ หรือพื้นที่ดินอ่อนที่ยากต่อการปรับสภาพหน้าดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีการกระจายน้ำหนักเพื่อความมั่นคงสูงสุด

การคำนวณแรงดึง (Pre-stressing) ในระบบเคเบิลช่วยให้โครงสร้างสามารถรับน้ำหนักแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากได้โดยไม่เกิดการหย่อนคล้อยเกินมาตรฐาน เทคโนโลยีนี้อาศัยการถ่ายเทน้ำหนักไปยังชุดเสาหลัก (Anchor Piles) ที่หัวและท้ายของแถว ซึ่งได้รับการออกแบบให้ยึดเกาะกับชั้นดินอย่างมั่นคงตามสภาพธรณีวิทยาของแต่ละพื้นที่

  • Long Span Support: สามารถข้ามระยะห่างระหว่างเสาได้ไกลถึง 30 – 45 เมตร ลดจุดสัมผัสพื้นดิน
  • Vibration Control: ชุด Dampener ช่วยลดการสั่นสะเทือนของแผงเมื่อเกิดลมกระโชกแรง
  • Flexible Alignment: ปรับองศาตามความลาดชันของพื้นที่ได้โดยไม่ต้องปรับหน้าดินให้ราบเรียบ

จากประสบการณ์ที่ GMS SOLAR ได้สนับสนุนโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักพบปัญหาดินอ่อนและลมแรงในช่วงมรสุม เราพบว่าการเลือกใช้ระบบกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงเรื่องโครงสร้างบิดเบี้ยวจากการทรุดตัวของดินที่ไม่เท่ากันได้จริง [แนะนำลิงก์: “การออกแบบโครงสร้างรองรับดินอ่อน” — หัวข้อ “Solar Mounting Solutions for Challenging Terrains”]

วัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศและแรงลมปะทะ

อุปกรณ์หลักคุณสมบัติของวัสดุประโยชน์ต่อโครงการ
Steel CableAccording to data sheet the material structure is not Galfanป้องกันสนิมในสภาพความชื้นสูงและทนแรงดึงมหาศาล
Clamping SystemAluminum Alloy เกรดสูงน้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม และยึดแผงได้แน่นหนา
Anchor BoltsStainless Steel / High-strength Steelรักษากำลังยึดเกาะกับฐานรากในระยะยาว

วัสดุที่ใช้ในระบบ Cable Mounting ต้องผ่านการเคลือบผิวเพื่อป้องกันการกัดกร่อนในสภาพความชื้นสูงของประเทศไทย โดยเฉพาะสายเคเบิลและอุปกรณ์ยึดจับที่ต้องเผชิญกับแสงแดดและฝนตลอด 25 ปี การเลือกใช้มาตรฐานวัสดุระดับสากลจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

ในการทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Arctech และ Daqo เราให้ความสำคัญกับการปรับสเปกวัสดุให้เหมาะกับ “Local Engineering” ของไทย ไม่เพียงแค่ความแข็งแรงของเหล็ก แต่ต้องทนต่อไอเกลือหรือสารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรมรอบโครงการด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าค่าบำรุงรักษาในระยะยาวจะต่ำที่สุด

กระบวนการติดตั้งที่รวดเร็วและรบกวนหน้าดินน้อยที่สุด

การติดตั้งระบบเคเบิลช่วยลดขั้นตอนการเตรียมงานโยธา (Civil Work) ที่ซับซ้อนออกไปเกือบทั้งหมด เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเกลี่ยดินหรือทำถนนเข้าถึงทุกจุดของแผงโซลาร์เซลล์ วิธีการนี้ช่วยรักษาหน้าดินเดิมและระบบนิเวศโดยรอบไว้ได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับโครงการที่ต้องการความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในฐานะ Technical Partner ของทีม EPC เราพบว่าการวางแผนติดตั้งระบบเคเบิลอย่างเป็นระบบช่วยลดระยะเวลาหน้างานได้ถึง 30% เนื่องจากการติดตั้งเสาหลักทำได้รวดเร็วและใช้เครื่องจักรขนาดเล็กกว่าระบบทั่วไป การลดจำนวนเสาเข็มยังหมายถึงการลดความเสี่ยงที่จะขุดเจาะไปเจออุปสรรคใต้ดิน ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โครงการล่าช้าและงบบานปลาย

การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สภาพพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ได้ส่งผลดีเพียงแค่ความรวดเร็วในช่วงเริ่มต้น แต่คือรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและการเติบโตของโครงการในระยะยาว

ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและการเติบโตของโครงการในระยะยาว

การลงทุนในระบบ Cable Mounting ช่วยลดระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ให้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการเพิ่มพื้นที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Land Utilization) ในจุดที่ระบบเดิมไม่สามารถทำได้ พร้อมกับลดงบประมาณงานโยธาที่เคยเป็นต้นทุนหลักของโครงการบนพื้นที่ลาดชัน ทำให้กระแสเงินสดของโครงการเป็นบวกได้รวดเร็วขึ้นและมีความมั่นคงทางโครงสร้างสูงตลอดอายุการใช้งาน

การคืนทุนที่รวดเร็วขึ้นจากต้นทุนการก่อสร้างที่ลดลง

การลดต้นทุนเริ่มต้น (CAPEX) ในโครงการบนพื้นที่ไม่ราบเรียบทำได้ทันทีด้วยการตัดขั้นตอนการปรับหน้าดิน (Land Leveling) และการทำฐานรากจำนวนมากออกไป จากประสบการณ์ที่ GMS SOLAR ทำงานร่วมกับทีม EPC ในโครงการ Solar Farm ขนาดใหญ่ เราพบว่าการใช้โครงสร้างเคเบิลที่มี ช่วยลดการใช้ปริมาณเหล็กและคอนกรีตลงได้กว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบโครงสร้างแบบเดิมที่ต้องปูเต็มพื้นที่

ปัจจัยด้านความคุ้มค่าระบบโครงสร้างแบบทั่วไประบบ Cable Mounting (GMS Solution)
การเตรียมพื้นที่ต้องปรับหน้าดินให้เรียบ (ค่าใช้จ่ายสูง)ติดตั้งตามสภาพผิวเดิมได้ทันที
จำนวนฐานรากติดตั้งทุกระยะ 2-3 เมตรใช้เฉพาะจุดหัว-ท้ายและเสาค้ำประคอง
การใช้ประโยชน์พื้นที่เว้นระยะตามความลาดชันข้ามบ่อน้ำหรือพื้นที่ต่างระดับได้ 100%

การติดตั้งที่รวดเร็วยังช่วยลดค่าแรงและค่าเช่าเครื่องจักรหนักในไซต์งาน บทเรียนสำคัญที่เราได้รับจากการสนับสนุนโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือ ยิ่งลดงานโยธาได้มากเท่าไหร่ ความเสี่ยงเรื่องงบบานปลายจากสภาพดินที่ไม่อำนวยก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ส่งผลให้เจ้าของโครงการสามารถเริ่มขายไฟ (COD) ได้ตามกำหนดการหรือเร็วกว่าแผนที่วางไว้

อายุการใช้งานยาวนานพร้อมประสิทธิภาพการผลิตไฟที่สม่ำเสมอ

ความเสถียรของระบบผลิตไฟฟ้าในระยะ 25 ปี ขึ้นอยู่กับการออกแบบที่ทนทานต่อแรงลมมรสุมและการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมของไทย GMS SOLAR เลือกใช้เทคโนโลยีระดับโลกจากพันธมิตรอย่าง Arctech และ Daqo มาปรับจูน (Customization) ให้เข้ากับข้อกำหนดทางวิศวกรรมในประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสายเคเบิลจะมีความตึงที่เหมาะสม ไม่หย่อนคล้อยจนทำให้มุมรับแสงของแผงคลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Yield ของโครงการลดลงในระยะยาว

การบำรุงรักษาที่ง่าย (Low OPEX) เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ช่วยรักษาผลกำไร โครงสร้างแบบเคเบิลที่ยกสูงจากพื้นดินไม่เพียงแค่ช่วยลดการสะสมความร้อนใต้แผง แต่ยังช่วยให้การจัดการวัชพืชและการล้างแผงทำได้สะดวกกว่าระบบที่ติดตั้งชิดดิน ช่วยลดความเสี่ยงเรื่อง Hotspot จากเงาบังและรักษาประสิทธิภาพการนำส่งพลังงานให้คงที่สม่ำเสมอแม้ผ่านการใช้งานไปหลายปี

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อรองรับทั้งความประหยัดและความทนทาน ขั้นตอนต่อไปคือการมองภาพรวมของความสำเร็จและการส่งมอบโครงการที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ลาดชันมีข้อจำกัดอย่างไร และระบบ Cable Mounting เข้ามาช่วยได้อย่างไร?

พื้นที่ลาดชันมักมีต้นทุนการปรับหน้าดินที่สูงมากและมีความเสี่ยงเรื่องการกัดเซาะหากใช้โครงสร้างแบบเดิม ระบบ Cable Mounting เข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดนี้ด้วยเทคโนโลยีแรงดึงที่ยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถข้ามผ่านอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ได้โดยไม่ต้องปรับสภาพพื้นผิว ช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างและรักษาหน้าดินเดิมไว้ได้มากที่สุด

ระบบยึดโยงด้วยสายเคเบิลมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรับมือกับลมมรสุมและสภาพอากาศที่แปรปรวนได้จริงหรือไม่?

ระบบถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีกระจายน้ำหนักและแรงดึงที่แม่นยำ ใช้วัสดุที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนและแรงลมปะทะสูง ผ่านการคำนวณทางวิศวกรรมเพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคงสูงสุดแม้ในสภาพอากาศที่รุนแรง ทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นไปอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุการใช้งาน

ทำไมต้องเลือก GMS SOLAR สำหรับโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ที่ซับซ้อนในประเทศไทย?

GMS SOLAR หรือ GMS Thailand โดดเด่นในฐานะ Technical Partner ที่เข้าใจสภาพหน้างานในไทยอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องดินอ่อน ความชื้นสูง และลมมรสุม เราผสานเทคโนโลยีระดับโลกจากพันธมิตรชั้นนำอย่าง Arctech เข้ากับ Local Engineering เพื่อออกแบบโซลูชันที่ใช้งานได้จริง โดยทีมงานของเราจะทำงานร่วมกับ EPC ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ตรวจสอบสเปก ไปจนถึงการติดตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะมีความเสถียรสูงสุดและสร้างความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าแค่การลดต้นทุนระยะสั้น

การติดตั้งระบบ Cable Mounting ใช้ระยะเวลานานกว่าโครงสร้างทั่วไปหรือไม่?

ในทางตรงกันข้าม ระบบ Cable Mounting มักใช้เวลาติดตั้งรวดเร็วกว่าในพื้นที่ซับซ้อน เนื่องจากลดขั้นตอนการเตรียมหน้าดินและการทำรากฐานหนักที่ยุ่งยากลง กระบวนการติดตั้งที่กระชับนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้โครงการเริ่มผลิตไฟได้เร็วขึ้น แต่ยังรบกวนระบบนิเวศในพื้นที่น้อยที่สุดอีกด้วย


GMS SOLAR เป็นบริษัทในเครือเดียวกับ บริษัท จี เอ็ม เอส อินเทอร์เนียร์ GMS Interneer ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในด้านการจัดหาอุปกรณ์ทางวิศวกรรม ให้กับกลุ่มบริษัทผู้สำรวจขุดเจาะ ผลิตปิโตรเลียมและก๊าซ ในประเทศไทย

Tel. : 02-079-6380
Website : https://www.gmssolar.com
Email : [email protected]
Line : @gmsthailand
Youtube : @GMSthailand

You may also like