COP27 สู่นโยบายประเทศไทยมุ่งสู่ Carbon Net Zero

by Staff

หลังจากการประชุม COP27 จบลงไปเมื่อวันที่ 6-18 พฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมา เป้าหมายการสร้างความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทุกประเทศให้ความสำคัญถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน โดยมีมาตรการต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องเข้าร่วมทั้ง NDCs, NAMA เพื่อกำหนดทิศทางและเดินหน้าแก้ไขปัญหา Climate Change อย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ NDCs เปรียบเสมือนเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ ในขณะที่ NAMAs หมายถึงวิธีการเพื่อให้ได้ไปถึงเป้าหมายนั้นๆ

ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Carbon Neutality ภายในปี 2050 และจะพัฒนาสู่ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 ทั้งนี้เป้าหมายที่ตั้งไว้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในประเทศ GMSsolar มัดรวมประเด็นสำคัญของนโยบายประเทศมาไว้ให้คุณแล้วในบทความนี้ 

การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDCs) 

Nationally Determined Contributions (NDCs) หรือ การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด เป็นกลไกสำคัญเพื่อบรรลุข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในความพยายามกำจัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ โดยกำหนดให้แต่ละประเทศ/รัฐที่ลงนามรับรองข้อตกลงนี้

เมื่อปี 2015 จัดเตรียมรายงาน และรักษาการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดนี้อย่างต่อเนื่อง ในความพยายามของแต่ละประเทศเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ละประเทศภาคีจะต้องจัดทำรายงานส่งมอบให้เลขาธิการ United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC ทุก ๆ 5 ปี

เพื่อแสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นและสะท้อนให้เห็นความพยายามที่เป็นไปได้สูงสุด ตามหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละประเทศภาคี ซึ่งเป็นผลดีในการสร้างกลไกให้เกิดการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะจากประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เป็นต้น

Paris-Agreement-gmssolar

ความตกลงปารีสได้รับรองการใช้แนวทางความร่วมมือโดยสมัครใจที่มีการใช้ผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ถ่ายโอนระหว่างประเทศ (internationally transferred mitigation outcome) ในการบรรลุ NDCs โดยภาคีจะต้องดำเนินงานสอดคล้องกับคำแนะนำที่รับรองโดยที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส (The Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Paris Agreement: CMA) และได้จัดตั้งกลไกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้อำนาจและคำแนะนำของ CMA โดยแนวทางความร่วมมือ และกลไกนี้อาจรวมถึงนำไปสู่การใช้กลไกตลาดภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ต่อไป

ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงในการมีส่วนร่วม (NDC) โดยจัดทำข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายหลังปี 2020 ที่มีความสอดคล้องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน และต่อยอดการดำเนินงานในกรอบ NAMA (Nationally Appropriate Mitigation Action) และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ในปี 2030 โดยมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 30 – 40 จากกรณีปกติ (Business-as-usual) ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยภาครัฐ อาศัยการดำเนินการที่มีการส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตามศักยภาพของมาตรการจากนโยบายภาครัฐ 

โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายหลังปี 2020 ในสาขาที่มีความพร้อม ได้แก่ 

  • ภาคพลังงานและขนส่ง มี 9 มาตรการ จากการผลิตไฟฟ้า การใช้พลังงานในครัวเรือน อาคาร อุตสาหกรรมการผลิต และการคมนาคมขนส่ง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน การพัฒนาพลังงานทดแทน และการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 
  • ภาคของเสีย มี 4 มาตรการ ครอบคลุมการจัดการขยะ น้ำเสียอุตสาหกรรมและชุมชน และกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ มี 2 มาตรการ โดยการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสารทำความเย็น ซึ่งจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือร้อยละ 20.8 จากกรณีปกติ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2016)

มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ NAMA 

Nationally Appropriate Mitigation Action (NAMA) คือ นโยบาย แผนปฏิบัติการ และโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศสมาชิกทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาได้จัดทำขึ้น และดำเนินการโดยสมัครใจโดยไม่มีการจำกัดรูปแบบของนโยบายหรือโครงการ โดยผ่านที่ประชุม COP18 โดยมีเป้าหมายให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมในการส่งข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการขจัดปัญหาความยากจน ความพร้อมในเชิงนโยบาย เทคโนโลยี เงินทุน และขีดความสามารถ ดังนั้นในแต่ละประเทศจะมีการกำหนดมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา คือ การได้รับการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในด้านการการลงทุน เทคโนโลยี หรือแม้แต่การเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถ

ประเทศไทยได้เข้าร่วมมาตรการ NAMA ในการประชุม COP20 โดยระบุว่า ประเทศไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศร้อยละ 7 – 20 ในภาคพลังงานและภาคการขนส่ง ให้ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินงานตามปกติ (Business as Usual) ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ซึ่งเป็นการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมรับผิดชอบแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3 ประเด็นสำคัญของ COP27 กับประเทศไทย

  COP27 คือเวทีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 จัดขึ้นที่เมืองชาร์มเอลชีค ประเทศอียิปต์ ระหว่างวันที่ 6-18 พฤศจิกายน 2022 โดยเวที COP เป็นการประชุมภาคี (Conference of Parties) ด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ปี 1992 ที่รัฐภาคีเกือบ 200 ประเทศทั่วโลกจะส่งผู้แทนมาเข้าร่วมประชุมหารือกันเป็นประจำทุกปี

  เนื่องจากการประชุม COP 15 ปี 2009 ประเทศพัฒนาแล้วต่างให้คำมั่นที่จะส่งมอบเงินสนับสนุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.8 ล้านล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา แต่คำมั่นสัญญาดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริง เงินสนับสนุนในแต่ละปีไม่เคยถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐตามที่เคยให้คำมั่นไว้ ก่อนที่จะมีความพยายามขยับขยายขอบเขตระยะเวลา จากเดิมภายในปี 2020 เปลี่ยนเป็นปี 2023 และมีความพยายามที่จะก่อตั้งตลาดคาร์บอนโลกที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแสวงหามติที่ประชุมที่จะปรับลดการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินและหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาด ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยแต่ละประเทศจะต้องส่งมอบแผนการปรับลดก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ (NDC) ที่สะท้อนความทะเยอทะยานที่จะนำพาประเทศให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เคยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ 

2. การให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ให้สามารถเตรียมความพร้อม และรู้วิธีรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ 

3. การสนับสนุนเงินทุนให้แก่บรรดาประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับการพูดคุยหารือมาอย่างยาวนานในหลายเวทีการประชุม

ทิศทาง Carbon Net Zero ในไทยจะเป็นอย่างไร

คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบนโยบายสำหรับ คณะผู้แทนไทย ถึงกรอบท่าทีเจรจาในการประชุม COP 27 ระหว่างปี 2022-2023 ว่าไทยจะสนับสนุนการเจรจาเพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาคมโลก คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับอย่างยั่งยืน     

ประเทศไทยนำเสนอแผนระยะยาว จากวันนี้ ถึงปี 2065 โดยที่ไทยจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutality) ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Carbon Net Zero) ได้ในปี 2065

ไทยตั้งเป้าสู่ Carbon Net Zero เร็วขึ้น 35 ปี

ประเทศไทยได้จัดทำและปรับปรุงเอกสารยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ และการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด NDC เพื่อยกระดับเป้าหมายของไทย ดังนี้

  1. ยุทธศาสตร์ระยะยาวฯ ฉบับปรับปรุง มีสาระสำคัญคงเดิม แต่ปรับระยะเวลาเร็วขึ้น ดังนี้

  • เป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด เดิมปี 2030 เป็นปี 2025 (เร็วขึ้น 5 ปี) 
  • เป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน เดิมปี 2065 เป็นปี 2050 (เร็วขึ้น 15 ปี) 
  • เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เดิมปี 2100 เป็นปี 2065 (เร็วขึ้น 35 ปี)

  2. การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 (2nd Updated NDC) ยังคงสาระสำคัญเช่นเดียวกับ NDC ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 แต่มีการแก้ไขเป้าหมายในระยะสั้นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวฯ ฉบับปรับปรุง โดยมีการแก้ไขในประเด็นที่สำคัญ เช่น เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกลดลง ร้อยละ 30-40 จากกรณีปกติ ภายในปี ค.ศ. 2030

  “แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่มาก และไม่ได้เป็นประเทศมหาอำนาจ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.8% เป็นอันดับที่ 22 ของโลก แต่เราจะเป็นผู้นำของโลกที่เดินหน้าแก้ไขปัญหา Climate Change อย่างเป็นรูปธรรม” –  คุณวราวุธ ศิลปอาชา (รมว.ทส.)

เป้าหมายของ Carbon Net Zero ภายในปี 2065 ของประเทศไทยจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนเพื่อสภาพภูมิอากาศและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  หากต้องการผลักดันโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ,โรงงาน,สถาบัน,หน่วยงานรัฐ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ GMS Solar

GMS Solar เราเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ประสบการณ์กว่า 20 ปี มีบริการครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษา, รับพัฒนาโครงการ, ซื้อขายคาร์บอนเครดิต, ซื้อขายผลิตภัณฑ์พลังงานทางเลือก, ร่วมถึงขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่ Carbon Neutral และ NetZero Emission ตามเป้าหมายสากล

service-gmssolar
service-gmssolar
  1. Measure Corporate Carbon Footprint ร่วมประเมินการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดของบริษัทคุณ
  2. Measure Product Carbon Footprint วิเคราะห์การปล่อยคาร์บอนในการผลิตกระบวนการต่างๆ
  3. Reduce GHGs แนะนำวิธีในการลดคาร์บอนที่เหมาะสม
  4. Offset Carbon Credit ระบบคาร์บอนเครดิต
  5. Communicate บริการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน

GMS SOLAR เป็นบริษัทในเครือเดียวกับ บริษัท จี เอ็ม เอส อินเทอร์เนียร์ GMS Interneer ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในด้านการจัดหาอุปกรณ์ทางวิศวกรรม ให้กับกลุ่มบริษัทผู้สำรวจขุดเจาะ ผลิตปิโตรเลียมและก๊าซ ในประเทศไทย

Tel. : 02-079-6380
Website : https://www.gmssolar.com
Email : [email protected]
Line : @gmsthailand
Youtube : @GMSthailand

You may also like